ประวัติความเป็นมาจักรยาน COLNAGO จักรยานสัญชาติอิตาลี

ประวัติความเป็นมาจักรยาน COLNAGO จักรยานสัญชาติอิตาลี

ตำนานแห่งความยิ่งใหญ่ของ Colnago เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบแปดสิบปีก่อน เมื่อ แอร์เนสโต โคลนาโก ได้ถือกำเนิดขึ้นมา
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปี 1932 ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อคัมบิอาโก ทางตอนเหนือของอิตาลีใกล้เมืองมิลาน ดินแดนแห่งแฟชั่นและศิลปะ 
เมื่อโตขึ้นถึงวัยที่พอขี่จักรยานได้ พ่อแม่ของแอร์เนสโตจึงมอบจักรยานคันแรก ให้กับเขา มันมีสีดำและถูกตั้งชื่อว่า 
แปร์ตา (Perla) และด้วยจักรยานคันแรกนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ที่สืบต่อมา เมื่อมีคนพบเห็นแอร์เนสโต
ก็ต้องมีแปร์ลาอยู่ข้างกาย

 

เมื่อมีจักรยานก็ต้องแข่ง เป็นเรื่องธรรมดาของชายหนุ่มอิตาเลียนที่อยู่ในประเทศซึ่งคลั่งกีฬาจักรยาน รักการขี่จักรยาน
ไม่เป็นรองใครในยุโรป ชีวิตของการแข่งจักรยานของแอร์เนสโต เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเขามีอายุสิบห้าปี 
จากการแข่งในรายการค็อปปากาเบลลินี แล้วหลังจากนั้นก็ตามด้วยชัยชนะในการแข่งขันรายการน้อยใหญ่อีกถึงสิบสองครั้ง 
แต่โชคกลับไม่เข้าข้างชายหนุ่มจากคัมบิอาโก เมื่อเขาล้มในการแข่งขันรายการหนึ่ง ขาที่หักทำให้จำต้องนอนนิ่ง ๆ 
และเคลื่อนไหวไปไหนไกล ๆ ไม่ได้ต่อมาอีกห้าสิบวัน เรื่องขี่จักรยานคงไม่ต้องพูดถึง เขาเริ่มสร้างล้อให้บริษัทกลอเรียที่บ้าน 
และนับจากนั้นมาแอร์เนสโต โคลนาโก ก็รู้จักตัวตนของตนเองแล้ว รู้ว่าเขาไม่ใช่นักแข่งแต่เป็นนักออกแบบชิ้นส่วนจักรยาน 
ที่สำคัญคือเฟรมจักรยานซึ่งต่อมาจะกลายเป็นแบรนด์ดังสัญชาติอิตาเลียน ประหนึ่งเป็นแฟรารีหรือลัมบอร์กินีของจักรยาน
ด้วยวันที่ยังหนุ่มแน่นเอามาก ๆ แอร์เนสโตได้เริ่มกิจการจักรยานของตัวเองขึ้นในปี 1954 ด้วยการเปิด ออฟฟิชินา (เวิร์คช็อป) 
ขึ้นที่บ้านในหมู่บ้านคัมบิอาโกนั่นเอง เวิร์คช็อปเพื่อสร้างเฟรมจักรยานนี้ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามภัตตาคารดังในเมืองนั้นคือ อิล ดู อี วินต์
 
ถึงจะอยู่ในอิตาลี แต่การเริ่มธุรกิจของโคลนาโกแทบจะไม่ต่างจากสองพี่น้องตระกูลไรท์ในสหรัฐฯ ที่เริ่มกิจการร้านจักรยาน
เมื่อห้าสิบปีก่อนเขาเลย หากสองพี่น้องจะคิดเอาจริงด้านจักรยานก็คงจะได้อยู่ แต่เมื่อพบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการสร้างเครื่องบิน 
ประกอบกับวัฒนธรรม จักรยานนิยม ไม่ใช่ของอเมริกา ทั้งสองจึงหันเหความสนใจไปทุ่มเทให้กับการบินและสร้างเครื่องบินเสียหมด
 
แอร์เนสโกมีความคิดแหวกแนว และดี ๆ อยู่มาก ตั้งแต่ทำงานอยู่ในโรงงานของจักรยานยี่ห้อกลอเรียใกล้เมืองมิลาน 
เพราะตัวเองก็เป็นนักจักรยานอยู่แล้ว เมื่อเอาความคิดมาผนวกกับประสบการณ์ที่ตระเวนแข่งมาทั่วภาคเหนือของอิตาลี 
แบรนด์โคลนาโกจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความคิดง่าย ๆ เพียงแค่ “อยากได้จักรยานแบบที่ตัวเองชอบแต่ไม่มีใครทำขายให้”
 
ทั้งที่บ้านเมืองและเศรษฐกิจของอิตาลีเพิ่งจะฟื้นตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แค่สิบปี เสถียรภาพทางการเมืองยังไรความมั่นคง 
เมื่ออุตสาหกรรมการบินของอิตาลีคืออีกหนึ่งที่กระทบกระเทือนน้อยที่สุดและเริ่มฟื้นตัวได้ก่อนใคร หนุ่มแอร์เนสโตจึงตั้งเป้าไว้ว่า
ต้องสร้างแบรนด์จักรยานของตนให้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะในอิตาลีแต่ต้องถึงระดับโลก ในเวทีการแข่งขันสากลด้วย 
โดยมุ่งมั่นผลิตแต่เฟรมจักรยานแข่งเพียงอย่างเดียว การเริ่มต้นกิจการของเขาเกิดขึ้นในช่วงหลังการถึงอนิจกรรมของ 
อัลชิเอ เดอ กัสปารี นายกรัฐมนตรีอิตาลีคนแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ อาร์เอได ซึ่งเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์ของอิตาลี
เปิดให้บริการในปีนั้นเอง...
 
การเริ่มธุรกิจของแอร์เนสโตนับว่าถูกจังหวะ เมื่อเป็นปีที่เพื่อนร่วมชาติชาวอิตาเลียนสร้างความยิ่งใหญ่ไว้ได้มากทั้งระดับชาติ
และระดับสากล รางวัลเปรมิโอ ลา รินาสเชนเต คอมปัสโซ โดโร ที่มอบให้สุดยอดนวัตกรรมการออกแบบอุตสาหกรรม
ได้ถูกมอบเป็นครั้งแรกให้ มาร์โค นิสโซลี ผู้สร้างพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วแบรนด์โอลิเวตตีและจักรเย็บผ้า แบรนด์ เนคคี ปี 1954 นั้น
เช่นกันที่ จินา ลอลโลบริจิดา สุดยอดดาราหญิงชาวอิตาเลียนกำลังโด่งดัง ภาพยนตร์เรื่อง ลา สตราดา จากฝีมือกำกับของ 
เฟรเดอริโก เฟลลินี ขึ้นจอเงินเป็นครั้งแรก ในขณะภาพยนตร์เรื่อง คอมมีเดีย อัลลิตาเลีย ได้ส่งให้ดาราอย่าง อัลแบร์โต ซอร์ดี 
ดังเป็นพลุแตก

 

ในวงการกีฬานั้นเล่า อาร์เจนติเน ฮวน มานูเอล ฟันจิโอ คือนักแข่งรถมือฉมัง ที่ต้องต่อสู้กับทั้งนักแข่งชาติเดียวกันคือ 
อัลแบร์โต อัสคารีม อุมแบร์โต มากลิโอลีม จูเซ็ปเป ฟารินา และไมค์ ฮอว์ธอร์น จากอังกฤษเพื่อชิงความยิ่งใหญ่ในฐานะแชมป์
ฟอร์มิวล่า 1 ทีมฟุตบอลอินเตอร์ มิลานเช่น ยูเวนตุสหมอบราบคาบ ได้ครองตำแหน่งแชมป์ในกัลป์โซ เซเรียอา
แต่กลับไปได้ไม่สวยนัก กับการแข่งฟุตบอลโลกในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อทีมชาติอิตาลีโดนเจ้าบ้านถล่มเสียฟอร์ม 2 ประตูต่อ 1
ต้องกลับบ้านอย่างหงอย ๆ ในรอบแรก

 

แต่ในปีเดียวกันนี้ที่ จิโน บาร์ตาลี ผู้กลายเป็นตำนานของวงการจักรยานอิตาเลียนกำลังอยู่ในช่วงขาลง หลังจากเจ็บหนัก
ในอุบัติเหตุรถยนต์ชนเมื่อปี 1953 และการดวลครั้งประวัติศาสตร์ที่แทบจะแบ่งอิตาลีออกเป็นสองฝ่ายกลายเป็นแค่ความทรงจำ 
ฟิออเรนโซ มังงี ตั้งทีมจักรยานที่ผู้อุปถัมภ์ไม่ได้มีกิจกรรมใด ๆ เกี่ยวกับจักรยานเลยชื่อทีมนีเวีย-ฟุค
 
ปรากฎการณ์ด้านกีฬาที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในปี 1954 ประจวบเหมาะกับการเริ่มกิจการจักรยานของ แอร์เสโต โคลนาโก 
ทำให้มันดำเนินไปได้ค่อนข้างสวย โคลนาโกผู้มีประสบการณ์เพียบอยู่แล้ว จนเป็นที่เลื่องลือจากการเป็นช่างจักรยาน 
ได้ความรู้ในการสร้างเฟรมจักรยานแข่งมาจากบริษัท กลอเรียเดิมที่เริ่มต้นอาชีพ เศรษฐกิจช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 
ที่เติบโตเร็วก้าวกระโดด เพราะชาวอิตาเลียนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น จึงให้ความสนใจต่อแบรนด์จักรยานใหม่ของตัวเองกันมาก 
เพราะอิตาลีเป็นประเทศคลั่งจักรยานไม่น้อยหน้าชาติไหนในยุโรปอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่สร้างจักรยานออกมาแล้วขายดี
เป็นเทน้ำเทท่า
 
แล้วปรากฎการณ์ครั้งสำคัญที่สร้างชื่อให้โคลนาโกก็มาถึงในปี 1960 เมื่อ ลุยจี อาริเอนตี คว้าเหรียญทองได้ในการแข่ง
โอลิมปิคที่กรุงโรม และจักรยานที่เขาใช้ก็ไม่ใช่แบรนด์ไหนนอกจากโคนาโกหลังจากนั้นเป็นต้นมาตลอดทศวรรษที่ 1960-70
แอร์เนสโต โคลนาโก และโรงงานของเขาที่หมู่บ้านคัมบิอาโกก็เป็นที่รู้จัก ในฐานะหนึ่งในผู้สร้างเฟรมจักรยานแข่งคุณภาพสูง
ที่นักกีฬาทั้งใน และนอกประเทศต้องเรียกหา
 
การหนีคู่แข่งให้ได้ว่ายากแล้วการหนีตัวเองยิ่งยากกว่า โคลนาโก ทำสำเร็จอีกครั้งด้วยการสร้างเฟรมเหล็กเบาเป็นพิเศษให้ 
เอ็ดดี้ แมร์กซ์ นักจักรยานฝีเท้าฉกาจชาวเบลเยี่ยมใช้ในปี 1972 ผลคือ แมร์กซ์สามารถทำลายสถิติโลกประเภทหนึ่งชั่วโมงได้สำเร็จ 
จักรยานคันนี้เลยถูกนำไปตระเวนตั้งแสดงทั่วโลก รวมทั้งตั้งแสดงอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดินกรุงบรัสเซล เอ็ดดี้บอกว่าเขา
ไม่เคยคิดจะขายมันเลย แต่ได้บริจาคให้พิพิธภัณฑ์แทน
 
ประวัติการณ์ต่อมาคือการผลิตเฟรมเหล็ก (โคลัมบัส ทิวบ์) ให้สุดยอดนักจักรยานอีกคนของอิตาลีคือ จูเซ็ปเป ซารอนนี 
ชนะการแข่งขันแชมป์โลกประเภทจักรยานอาชีพได้สำเร็จ ถึงจักรยานจะเป็นส่วนประกอบและผู้ขับขี่เคลื่อนมัน คือคนก็จริง 
จักรยานเบา ๆ และเข้ากับสรีระก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักแข่งชนะได้ ทศวรรษที่ 1970 – 80 ซูเปอร์ คือหนึ่ง
ในสุดยอดเฟรมแข่งระดับไฮเอนด์ของโคลนาโก ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่โคลนาโกส่งเฟรมรุ่น มาสเตอร์ และ
ต่อมาเมื่อพัฒนาเทคโนโลยีได้ถึงระดับก็ส่ง มาสเตอร์ – ไลต์ ออกสู่ตลาดอีกรุ่น  นอกจากตัวเฟรมแล้วในช่วงเวลาเดียวกันนี้
ยังผลิตตะเกียบแบรนด์ พรีซิซา (Precisa) ออกจำหน่ายคู่กัน ความพิเศษของพรีซีซาคือมันเป็นตะเกียบหน้าขาตรง 
นี้มีเหตุผลคือแทนที่จะให้ตะเกียบโค้งงอนออกด้านหน้าก็ให้มันทำมาเสียตั้งแต่ที่บ่าตะเกียบแทน ส่วนขาที่ตรงนั้นก็ยังทำหน้าที่
ดูดซับแรงกระแทกจากถนนที่ส่งขึ้นมาได้เหมือนเดิม แต่ที่ดีกว่าคือความตรงทำให้สปริ้นต์เร่งฝีเท้าเพิ่มความเร็วได้ดียิ่งขึ้น 
ด้วยการออกแบบอันล้ำสมัยของโคลนาโกในเวลานั้น พริซีซาจึงเป็นทั้งตะเกียบของสปริ้นเตอร์และตะเกียบที่เบาที่สุด 
มันเป็นตะเกียบเหล็กกล้าแต่กลับแข็งแรงและเบากว่าตะเกียบอลูมินั่มหรือแม้แต่คาร์บอนร่วมสมัยในขณะนั้น 
กระนั้นรูปทรงของตะเกียบตรงยังเป็นที่นิยมใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะตะเกียบสร้างด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์

 
เมื่อกิจการไปได้สวย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โคลนาโกก็สนับสนุนทีมจักรยานต่าง ๆ เพื่อสร้างชื่อจากการแข่งในระดับโลก
และระดับภูมิภาค บริษัให้การสนับสนุนทีมจักรยานมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ด้วยการเป็นกลไกขับเคลื่อนทีมโมลเตนี 
ที่นักจักรยานนามกระเดื่อง เอ็ดดี้ แมร์กซ์, จูเซ็ปเป ซารอนนี ควบโคลนาโกเข้าเส้นชัยตลอดเวลาที่ยังแข่งจักรยานอาชีพ 
จนถึงปัจจุบันที่ยังคงสนับสนุนทีมจักรยานอิตาเลียนอยู่สม่ำเสมอ เห็นได้จากแกรนด์ทัวร์ทั้งสามรายการ 
และในรายการแข่งจักรยานใหญ่ ๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา

ที่มา: thaicyclingclub.blogspot.com

ผู้เข้าชม : 2,550 ครั้ง

ประกาศวันที่ : 13 กันยายน 2558