ประวัติความเป็นมาจักรยาน TREK จักรยานสัญชาติสหรัฐอเมริกา

ประวัติความเป็นมาจักรยาน TREK จักรยานสัญชาติสหรัฐอเมริกา

ขี่จักรยาน Trek กันมาก็นาน บางท่านอาจจะเพิ่งซื้อรถจักรยาน Trek เป็นคันแรก บ้างก็ปั่น Trek กันทั้งครอบครัว 
บางท่านก็อาจจะสนใจในจักรยานแบรนด์นี้อยู่ ...มาครับ ล้อมวงกันเข้ามา ..เรามาติดตามเรื่องราวของ Trek 
กันแบบใกล้ชิดกันดูดีกว่าว่าชื่อTrek แบรนด์นี้มีดีอะไร? มีความเป็นมาอย่างไร? และทำไม? นักปั่นทั้งทั่วโลก
และทั่วไทย ถึงได้ไว้ใจ "TREK"

การเดินทางทุกครั้งต้องมีก้าวแรก สิ่งที่ยิ่งใหญ่ใดๆต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆก่อนและTrek เองก็หนีกฎเกณฑ์ธรรมชาติข้อนี้
ไม่พ้นจากปี1975สู่ปัจจุบันด้วยความคิดของริชาร์ด เบิร์ค (Richard Burke) และบีวิล ฮ็อกก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทจักรยานเทรค
ขึ้นเมื่อปี1975ในโรงนาเก่าๆแถบเมืองวอเตอร์ลู รัฐวิสคอนซิน สหรัฐฯ ด้วยวัตถุประสงค์เริ่มแรกแค่เพียงเป็นอุตสาหกรรมเล็กๆ
ในครัวเรือน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพาหนะทางเลือกของผู้คนในแถบนั้น ไม่มีทั้งแผนยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารในอนาคต 
ไม่มีแม้แต่เงินจะโฆษณาและมีสถานภาพลุ่มๆดอนๆตั้งแต่ปีแรกๆ จนกระทั่งเบิร์คพลิกเกมการค้าด้วยการวางตำแหน่ง
ผลิตภัณฑ์เสียใหม่ มุ่งเข้าหากลุ่มลูกค้าด้วยการสนับสนุนการแข่งจักรยานแล้วจากนั้นชื่อเทรคก็ติดปากคนอเมริกัน 
ต่อมาจึงเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก ด้วยซื่อเสียงด้านคุณภาพที่น่าเชื่อถือ

จากธุรกิจที่เริ่มต้นจากโรงนาหลังบ้านผลิตเฟรมจักรยานที่ใช้ท่อเหล็กขึ้นรูปและเชื่อมด้วยฝีมือช่างล้วนๆ 
ปัจจุบันเทรคมีพนักงานทั่วโลก1,727คนโดยยังคงสำนักงานใหญ่และฐานการผลิตอยู่ที่วอเตอร์ลู (Waterloo)เช่นเดิม 
ทำรายได้ถึงปีละ 600 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นผู้ผลิตเฟรมจักรยานจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด 
เป็นจักรยานคู่ใจแชมป์ตูร์ เดอ ฟร็องซ์หลายสมัยรวมทั้งแชมป์อื่นๆทั่วโลกอีกมากมาย ธุรกิจผลิตจักรยานทุกระดับ
จากจักรยานใช้งานประจำวันถึงจักรยานสมรรถนะสูงระดับแข่งขันในแกรนด์ทัวร์ ถูกส่งต่อจากริชาร์ด เบิร์ค
สู่จอห์น เบิร์ค (John Burke)บุตรชายในปี1998ถึงปัจจุบัน ณ วันนี้เทรคยังคงความเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมจักรยาน 
เป็นที่ยอมรับและเป็นบริษัทผู้ผลิตจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก และต่อไปนี้คือประวัติที่น่าสนใจ

 

1975-1979 ปีแห่งการเริ่มต้น
 
ในเดือนธันวาคม 1975 ริชาร์ด เบิร์คและบีวิล ฮ็อกก์ได้เริ่มธุรกิจผลิตจักรยานขึ้นในชื่อบริษัท Trek Bicycle จนถึงต้นปี1976
ด้วยคนงานเพียง5คนช่วยกันประกอบท่อเหล็กเป็นเฟรมจักรยานที่โรงนาของเบิร์คในเมืองวอเตอร์ลู รัฐวิสคอนซิน 
ด้วยเป้าหมายคือลูกค้าระดับกลางและระดับบนแข่งกับตลาดจักรยานเดิมที่ญี่ปุ่นกับอิตาลีครองตลาดอยู่ เฟรมจำนวน 900 ชิ้น
สร้างด้วยมือทั้งสิ้นและจำหน่ายในราคาชิ้นละ200ดอลลาร์ลงมา ต่อมาในปี1977เทรคได้เข้ารวมทุนกับบริษัทเพ็นน์ ไซเคิล
ในเมืองริชฟีลด์ มินเนโซตาซึ่งบริษัทนี้ได้กลายเป็นผู้แทนจำหน่ายรายแรกในโลกของบริษัทเทรค จากการรวมทุนนี้
ทำให้ภายในเวลา3ปียอดขายของเทรคพุ่งขึ้นถึง2,000,000ดอลลาร์

 

1980-1984 สยายปีก ขยายกิจการ
 
ในช่วงต้นทศวรรษ1980หลังจากยอดขายของเทรคพุ่งขึ้นปัญหาก็ตามมาคือกำลังผลิตไม่พอ ยอดขายที่พุ่งลิ่วๆ
ในปลายทศวรรษ1970ทำให้ภายในไม่กี่ปี เทรคต้องคิดถึงยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของบริษัท “โรงนาสีแดง”
ที่เคยใช้ผลิตเฟรมจักรยานด้วยช่างเพียงไม่กี่คน เริ่มไม่สามารถสนองความต้องการของผู้ชอบการขี่จักรยานที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น 
ในปี 1980 เทรคจึงต้องขยายกิจการด้วยการซื้อที่ดินเพื่อขยายโรงงานให้กว้างขวางถึง2,400ตารางเมตร 
โดยยังมีสำนักงานใหญ่อยู่ชานเมืองวอเตอร์ลู จะเป็นเพราะสร้างจักรยานกันเพลินหรืออย่างไรไม่มีใครทราบ 
แม้แต่ตัวริชาร์ด เบิร์คเองก็คงลืมไปว่าตัวเองกำลังดำเนินธุรกิจอยู่ตามที่เขาเคยพูดไว้ว่า
”พอสร้างโรงงานใหม่ขึ้นนั่นแหละเราถึงรู้ว่ากำลังทำธุรกิจอยู่”

 

ด้วยโรงงานใหม่ใหญ่กว่าเก่าเทรคจึงสามารถขยายงานจากการสร้างเฟรมอย่างเดียวเป็นการประกอบจักรยานทั้งคัน 
ปี 1981 คือช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เทรคกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกในเวลาต่อมา เพราะปีนี้เอง
ที่เทรคเปิดตลาดจักรยานเสือหมอบระดับแข่งขันเฟรมเหล็กในระดับ”โปร” คือรุ่น 750 และ 950 ต่อมาในปี 1983 
เทรคได้เผยโฉมเมาเทนไบค์แบบแรกรุ่น 850 ต่อสายตาชาวโลก จากนั้นจึงเริ่มเปิดตลาดชิ้นส่วนตกแต่ง
และอุปกรณ์อัพเกรดในปีถัดมา ด้วยการเปิดแผนกเทรค คอมโพเนนท์ กรุ๊ป(TCG) เพื่อให้เป็นแบรนด์สินค้าแบบครบวงจร

 

1985-1991 ผู้นำเทคโนโลยี
 
ในปี 1985 เทรคเริ่มบุกเบิกด้านเทคโนโลยีเฟรมจักรยานด้วยการใช้เทคโนโลยีระดับเดียวกับการผลิตอากาศยาน 
และได้เปิดตัวTREK 2000 ด้วยเฟรมที่สร้างจากอลูมินัมเกรดอากาศยานรุ่นแรกโดยใช้วิธีเชื่อมข้อต่อต่างๆ
ด้วยกาวชนิดพิเศษ แม้ว่าจะประสบความสำเร็จมาก แต่การสร้างเฟรมอลูมินัมด้วยการเชื่อมต่อด้วยกาวนี้ได้ก่อปัญหา
ในระบบการผลิตกับบริษัทมแม้ว่าจะชำนาญด้านการสร้างเฟรมเหล็กกล้าด้วยมือมาแต่ต้น หลังจาก TREK2000 
แล้วบริษัทจำต้องถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อพัฒนาสายการผลิตที่สมบูรณ์แบบ ปีต่อมาจึงสานต่อความสำเร็จ
ของเฟรมรุ่น 2000 ด้วย TREK 2500 คาร์บอนคอมโพสิต โดยใช้ท่อคาร์บอน 3 ชิ้นเชื่อมต่อกับข้อต่อหลัก
ด้วยกาวชนิดพิเศษที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากเฟรมอลูมินัมรุ่น TREK2000 ถือว่าเป็นการเปิดตลาด
ด้านเทคโนโลยีสู่การสร้างเฟรมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์อย่างเต็มตัว

 

ในปีเดียวกันนั้นเพื่อให้การผลิตสามารถสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น โรงงานประกอบ
และสร้างเฟรมเดิมในวอเตอร์ลูจึงถูกเพิ่มเนื้อที่ขึ้นอีก7,000ตารางเมตร และเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ครบวงจร
อันจะเป็นการเสริมความเด่นของแบรนด์จักรยาน เสื้อผ้าแบบไลฟ์สไตล์และสำหรับจักรยานในแบรนด์”เทรค แวร์”
(Trek Wear)จึงถือกำเนิดขึ้นในปี1988 ถัดมาอีกปีเมื่อเล็งเห็นว่าแบรนด์จะสามารถตอบสนองความต้องการ
ของลูกค้านอกสหรัฐฯได้ เทรคจึงเปิดสำนักงานเพิ่มขึ้นในอังกฤษและเยอรมนีพร้อมกับแนะนำจักรยาน
ในแบรนด์แจซซ์ (Jazz) ซึ่งเป็นจักรยานในระดับเริ่มต้นและจักรยานเด็กที่ผลิตในไต้หวันแต่ออกแบบ
โดยเทรคสหรัฐฯเป็นการขัดตาทัพในระหว่างที่ทีมงานเริ่มคิดค้นออกแบบจักรยานสำหรับอนาคตในนามของ TREK โดยตรง 
แจซซ์ถูกผลิตต่อเนื่องมาจากปีนั้นแล้วมาสิ้นสุดการผลิตในปี1993 เพื่อเน้นผลิตจักรยานเพื่อการแข่งขัน 
สันทนาการและการเดินทางประจำวัน

 

ปี1989นับว่าเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของเทรค เพราะเป็นปีที่บริษัทได้เผยโฉมจักรยานเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์เต็มรูปแบบคือ 
TREK 5000 เป็นเฟรมคาร์บอนแบบ โมโนคอร์กประกอบกับตะเกียบอลูมินัม โดยเทรคเป็นผู้ออกแบบแล้ว
ให้เบรนท์ ทริม เบิลผู้ผลิตจากภายนอกสร้าง ด้วยน้ำหนักเพียง1.5ก.ก. ซึ่งนับว่าเบามากในสมัยนั้น 
แม้จะเบาที่สุดแล้วแต่ยังมีปัญหาด้านการควบคุมคุณภาพ TREK5000 จึงโลดแล่นอยู่ในตลาดเพียงปีเดียวเท่านั้น 
ความผิดพลาดนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สุดที่ทำให้เทรคเป็นผู้ที่มีความชำนาญเรื่องการผลิตจักรยานคาร์บอนมากที่สุดในโลก 
เพราะ เทรคเรียนรู้ที่จะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเสมอเพื่อเรียนรู้วิธีการแก้ไขข้อบกพร่อง ในที่สุดกลายเป็นพลังขับเคลื่อน
ให้เทรคพัฒนาการผลิตเฟรมคาร์บอนด้วยตนเองในปีถัดมา
 
1992-1996 OCLV และการควบรวมกิจการ บุกตลาดโลก
 
ในช่วงต้นทศวรรษ1990 บ็อบ รีดผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีของเทรคได้ไปดูงา นด้านอุตสาหกรรมอากาศยาน
ที่เมืองซอลท์ เลค ซิตี รัฐยูทาห์และได้พบกับผู้สร้างแบบพิมพ์วัสดุรายสำคัญคือเรเดียส เอนจิเนียริง 
และนั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งวิสัยทัศน์ที่ทำให้รีดเข้าใจได้ว่าความสำเร็จในอนาคตของเทรคจะต้องขึ้นอยู่กับการสร้างเฟรม
จากคาร์บอนไฟเบอร์เท่านั้น ด้วยจุดเด่นคือทั้งเบาและแข็งแกร่งแต่ไม่กระด้าง สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี 
หลังจากได้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการผลิตใน TREK 5000 มาแล้ว เทรคก็พร้อมจะบุกตลาดเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์
 
เทรคได้ตัดสินใจทุ่มทุนมหาศาลเพื่อสร้างเทคโนโลยีของตนเองขึ้น จนกระทั่งในปี 1992 จึงสามารถเผยโฉมเฟรม
แบบคาร์บอนเต็มรูปแบบสู่ตลาดได้ คือรุ่นTREK 5500 และ TREK 5200ในชื่อกระบวนการผลิตที่จดสิทธิบัตรไว้คือ
OCLV (Optimum Compaction Low Void) ที่สามารถไล่ฟองอากาศอันเป็นปัญหาด้านความแข็งแกร่ง
ของเฟรมออกได้มากที่สุด เป็นกระบวนการผลิตโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ที่สุงกว่ามาตรฐานของการผลิตอากาศยาน 
ด้วยน้ำหนักเพียง1.11ก.ก. เฟรมรุ่น5500จึงครองตำแหน่งเฟรมจักรยานเบาที่สุดในโลกในขณะนั้น 
และเพราะเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ OCLV นี้ต้องใช้เครื่องจักรหนักและใช้เนื้อที่การผลิตมาก 
โรงงานวอเตอร์ลูจึงถูกเพิ่มเนื้อที่อีกครั้งเป็น13,000ตารางเมตร
 
ปี1992คือช่วงเวลาสำคัญอีกปีหนึ่งของเทรค เพราะเป็นปีที่เทรคเริ่มผลิตเมาเทนไบค์แบบฟูล ซัสเพนชั่นแบบแรก
ภายใต้รหัสซีรีส์ 9000 พร้อมกับระบบซับแรงสะเทือนลิขสิทธิ์ของเทรคคือ T3C 
(ล้อหลังจะเคลื่อนที่ด้วยระยะทางเป็น 3 เท่าของการยุบตัวของช้อคหลัง) ปีถัดมาเทรคได้ผลิตเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ 
OCLV ของเมาเทนไบค์ที่เบาที่สุดและแกร่งที่สุดรุ่น 9800 และ 9900 ด้วยน้ำหนักเพียง 1.29ก.ก.
เพื่อต่อยอดความเป็นจ้าวตลาดในด้านเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์
 
นปี 1993 เช่นกันที่เทรคได้ควบรวมกิจการกับแกรี่ ฟิสเชอร์ เมาเทนไบค์ แบรนด์ที่ตั้งชื่อตามแกรี่ ฟิสเชอร์
หนึ่งในนักประดิษฐ์ผู้สร้างเมาเทนไบค์ขึ้นเป็นรายแรก ซึ่งเป็นแบรนด์ยอดนิยมที่สุดแบรนด์หนึ่งในขณะนั้น 
แกรี่ ฟิสเชอร์ได้ก่อตั้งบริษัทในปี1983 ก่อนที่จะขายกิจการให้กับบริษัทอันเลนแห่งไต้หวันในปี1991โดยที่ตนเอง
ยังคงรั้งตำแหน่งประธานกรรมการอยู่ จนกระทั่งปี 1992 โอวี โคเฮน (Howie Cohen) 
ซึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าจักรยานแบรนด์ Nishiki, Azuki และ Kuwahara จากญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยฟิสเชอร์กับแบรนด์ของเขา
ไว้ในด้านการตลาด จนกระทั่ง18เดือนต่อมาจึงเป็นนายหน้าเพื่อขายกิจการของแกรี่ ฟิสเชอร์ให้กับเทรคสำเร็จในปี1993
 
Y Bike คือเมาเทนไบค์แบบฟูลซัสเพนชั่นที่เทรคนำออกสู่ตลาดในปี1995 ด้วยรูปแบบที่แตกต่างจากเมาเทนไบค์ทั่วไป
อย่างสิ้นเชิง วายไบค์ของเทรคทำยอดขายได้ดีซ้ำยังได้”รางวัลการออกแบบและวิศวกรรมยอดเยี่ยม”
จากนิตยสารพ็อพพิวลาร์ เมคานิคส์ในปีนั้นด้วย ในปี1995เช่นกันที่เทรคได้ซื้อบริษัทผลิตจักรยานคุณภาพสูงอีกหลายบริษัท 
เพื่อการครองส่วนแบ่งการตลาดให้มากที่สุด บริษัทที่ถูกเทรคซื้อคือไคลน์ (Klein) , เชฮาลิส (Chehalis) 
ผู้ผลิตเฟรมจักรยานอลูมินัมคุณภาพสูง รวมทั้งบอนเทรเกอร์ ไซเคิลส์ (Bontrager Cycles) 
และซานตาครูซ (Santa Cruz) ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนจักรยานและเฟรมเหล็กคุณภาพสูง 
อีกทั้งยังทำสัญญาว่าจ้างเกรก เลอม็องด์ (Greg LeMond) อดีตแชมป์ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ 3สมัยให้ทำหน้าที่ออกแบบ 
สร้างและจัดจำหน่ายจักรยานแบรนด์เลอม็องด์ ไซเคิลด้วยในปีนี้ นอกจากการขยายและควบรวมกิจการแล้วในปีนี้
เช่นกันที่เทรคเปิดโรงงานประกอบจักรยานที่เมืองไวท์วอเตอร์ รัฐวิสคอนซิน โดยปล่อยให้โรงงานที่วอเตอร์ลู
เน้นผลิตแต่เฟรมจักรยานเพียงอย่างเดียว

 

1997-2005 นวัตกรรมใหม่จากแลนซ์ อาร์มสตรอง และการขยายกิจการ
 
ปี1997นี้เป็นปีที่เทรคได้แลนซ์ อาร์มสตรองที่เพิ่งครองแชมป์โลกประเภทจักรยานถนนในปี 1993 
มาอยู่กับทีมที่เทรคเป็นผู้สนับสนุนคือทีมยูไนเต็ด สเตท โพสเทิล เซอร์วิส อาร์มสตรองชนะโอเวอร์ออลในตูร์ เดอ ฟร็องซ์
ครั้งแรกของเขาในปี1999ด้วยจักรยานถนเทรค5500 เป็นอเมริกันคนแรกในทีมอเมริกันล้วนๆและใช้จักรยานอเมริกัน
แล้วทำลายสถิติด้วยการชนะโอเวอร์ออล7ครั้งรวด และชัยชนะของเขาทุกครั้งเทรคคือส่วนสำคัญในความสำเร็จนั้นๆ 
แต่ชัยชนะทั้ง7ครั้งของเขาต้องถูกตัดสินเป็นโมฆะหลังจากการตรวจสอบในปี2012พบว่าอาร์มสตรองใช้สารกระตุ้น 
แต่อย่างไรก็ตามแม้จะถูกกล่าวหาว่าใช้สารกระตุ้น แต่ในแง่ของนักคิดบางท่านถือว่าอุตสาหกรรม
และธุรกิจจักรยานเกิดขึ้นมาได้เพราะแรงบันดาลใจจากชัยชนะของคนอเมริกันคนนี้

ที่มาข้อมูล : FB: Probike Coltd

ผู้เข้าชม : 7,493 ครั้ง

ประกาศวันที่ : 12 กันยายน 2558