ประวัติผู้ให้กำเนิดจักรยาน Bianchi เปิดตำนาน 130 ปี Bianchi สุดยอดจักรยานสัญชาติอิตาลี

ประวัติผู้ให้กำเนิดจักรยาน Bianchi เปิดตำนาน 130 ปี Bianchi สุดยอดจักรยานสัญชาติอิตาลี

ผู้ที่ให้กำเหนิดจักรยาน  Bianchi ที่โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้คือ Edoardo  Bianchi เกิดเมื่อปี 1865 ในซอยแคบๆ
ข้างๆโบสถ์ Duomo ในเมืองมิลานประเทศอิตาลี  ในครอบครัวที่ยากจน ต่อมาเขาถูกนำไปเลี้ยงดูในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ในเมืองมิลานจนเติบใหญ่และเป็นที่ๆเขาได้รับการศึกษาขั้นต้นและเมื่ออายุได้ 7 ขวบเขาได้รับการฝึกฝนให้ทำงานช่าง ในที่เดียวกัน
อันเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาตั้งแต่นั้นมา พอย่างเขาสู่วัยรุ่นเขาถูกส่งตัวไปทำงานในโรงงานด้วยค่าแรงที่ถูกแสนถูก
แต่นั่นเป็นที่ที่เขาได้ฝึกฝนประสบการณ์ จากงานช่างที่เขาถนัด จวบจนอายุได้ 20 ปี

ในปี 1885 หนุ่ม Bianchi ได้ตัดสินใจเดินออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า  ออกมาทำร้านรับซ่อมลูกปืนสำหรับรถลาก กระดิ่งประตู 
โดยร้านอยู่ที่ บ้านเลขที่ 7 ถนน Via Nirone ในเมืองมิลาน  ด้วยความเป็นคนพิถีพิถันและฝีมือด้านช่างที่ได้สะสมมาตั้งแต่วัยรุ่น
และ เขาก็เลือกแต่วัสดุดีๆ มาทำให้ลูกค้าที่นำของมาซ่อมจนทำให้เลื่องลือกันไปปากต่อปากถึงร้านของเด็กหนุ่ม Bianchi 
ในเวลานั้นรถจักรยานที่ทำโดย Ernest Michaux นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศษ แบบที่มีล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็กไม่เท่ากัน 
ได้ถูกนำมาใช้ในเมืองมิลาน ซึ่งรุ่นแรกๆของรถล้อทำจากไม้ และที่นั่งอยู่สูงใช้งานได้ค่อนข้างลำบาก  ทำให้เขาเห็นว่า
น่าจะปรับปรุงแบบให้ง่ายต่อการใช้งาน  ดังนั้นเขาจึงออกแบบรถคันแรกของเขาเองโดย ลดขนาดล้อหน้าให้เล็กลงเท่ากันกับล้อหลัง
พร้อมกับใส่ชุดโซ่และบันไดขับล้อหลังที่ออกแบบใหม่โดยนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศษ  Vincent และนี่คือจุดกำเหนิด
ของจักรยานยุคใหม่ ที่ต่อมาเป็นต้นแบบให้คนอื่นนำไปทำตามแบบของเขา ต่อมาเขาได้พัฒนาให้รถได้มีลูกปืนคอทำให้
รถสามารถบังคับเลี้ยวได้ง่ายขึ้น และใช้เฟรมแบบใหม่รูปสามเหลี่ยมอันเป็นต้นกำเหนิดของเฟรมรูปเหลี่ยมเพชรของจักรยาน
ในยุคปัจจุบันนี้



ต่อมาในปี 1888 เขาได้ปรับปรุงจักรยานของเขาให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นด้วยการนำเอายางที่พองลมได้มาหุ้มล้อของจักรยาน 
(air filled rubber tires) ซึ่งคิดค้นโดยนักประดิษฐ์ชาวสก๊อตแลนด์ชื่อ 
John Boyd Dunlop (ผู้ให้กำเหนิดยาง Dunlop ในปัจจุบันนี้) ด้วยความคิดนี้ทำให้รถของเขา
สามารถวิ่งได้เร็วขึ้น นุ่มขึ้นและไม่มีเสียงดังให้เป็นที่รำคาญอีกต่อไป และพร้อมๆกันกับที่เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ใหม่
ที่ถนน Via Bertani ขยายสายการผลิตจักรยานและส่งออกขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ด้วยความแปลกใหม่
และความทันสมัยในเวลานั้น ทำจักรยานของ Bianchi ได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างท่วมท้นทำให้ต้องตัดสินใจ 
ขยายโรงงานเพิ่มขึ้น อีกในเวลา 5 ปีต่อมาโดยย้ายมาอยู่ที่ถนน Via Borgetto  

ความนิยมในจักรยาน Bianchi ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนทำให้ รถ Bianchiได้รับรางวัลเหรียญทอง 
จากงานแสดงสินค้า  Milan’ Esposizioni Riunite และ รางวัล Testimonial of Merit
จากงาน Expositional International du Salon de Cycles ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศษ  
ในปีต่อมาเขาได้รับเชิญจากสมเด็จพระราชินี Margherita ได้ทรงขอให้ Bianchi เปิดสอนการปั่นจักรยานขึ้น
ในพระราชวัง Monza โดยเขาได้ทำจักรยานขึ้นถวายต่อสมเด็จพระราชินี  ซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานสีเขียว
ให้เป็นสีของจักรยาน  Bianchi เป็นครั้งแรกโดยใช้สีเขียวของพระเนตรของพระธิดาเจ้าหญิง Celeste (ซีเลสเต้)  
และเขาได้ใช้สีเขียว Celeste เป็นสีของ Bianchi มาตั้งแต่บัดนั้นจวบจนทุกวันนี้ ด้วยความสำเร็จในครั้งนี้
ทำให้เจ้านายพระองค์อื่นๆได้หันมาสนใจการปั่นจักรยานตามอย่างพระราชินีกัน เช่น  ดัชเชสแห่งเจนัว 
(Duchesses of Genova) พระราชินีแห่ง นาโปลี ( Queen of Napoli ) 
และเจ้าหญิงแห่งโปรตุเกส ( Princess of Portugal)  ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ต่อมา

ในปี 1895 ทำให้ กษัตริ อัลเบอร์โต้ (King Umberto) ได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในลำดับที่ 969 
และแต่งตั้งให้เป็นผู้ผลิตจักรยานประจำพระราชวังอย่างเป็นทางการ 
(official supplier by appointment to the royal court) 
และพระราชทานพระบรมราชาณุญาติให้ใช้สัญลักษ์ของราชวงศ์ 
( the coat of arms of the royal house of savoy) 
หรือตรานกฟีนิกซ์กับมงกุฎเพชร ให้เป็นเครื่องหมายประทับบนรถของ Bianchi ทุกคันจนถึงทุกวันนี้

ปี 1899 กับก้าวแรกของการแข่งขันจักรยานครั้งแรกของโลก Gran Prix of Paris – World Championship 
นักแข่งคนแรกฺของ Bianchi คือ Giovanni Tommaselli ลงแข่งขันครั้งแรกด้วยรถ Bianchi 
และได้ชัยชนะมาครอง และการแข่งขันนี้คือต้นกำเหนิดของการแข่งจักรยานทางไกลที่โด่งดันในวันนี้ Tour de France 
และด้วยความโดดเด่นของนวัตกรรมที่นับว่าก้าวหน้ามากในยุคนั้น ทำให้รถ Bianchi ได้รับรางวัลเหรีญนทองจากงานแสดงสินค้า
ในเมืองมิลานอีกในปี 1900 และในปี 1901 ก็ได้รับรางวัลเหรีญนทองที่งานแสดงสินค้าที่ Bologna Trade Fair 
และรางวัล GrandPrix awarded จากงานแสดงสินค้าในกรุงโรม ด้วยรางวัลที่ได้รับมามากมายทำให้ธุระกิจ
จักรยานของ Bianchi ได้ก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็วและเป็นจุดกำหนิดของกิจกรรมกีฬาแบบใหม่ในอิตาลีที่ให้ทั้งความสนุกสนาน
ในการเดินทางทั้งในเมืองและชนบท และเป็นการออกกำลังกายได้ในเวลาเดียวกัน

1911 รายการแข่ง Giro d’Italia ได้กำเหนิดขึ้นและ Carlo Galetti แห่งทีม Bianchi 
ก็กำชัยชนะในรายการนี้มาได้  ต่อมา Bianchi ได้ขยายธุรกิจไปสู่แขนงอื่นด้วยการผลิตรถสามล้อติดเครื่องยนต์จักรยานยนต์
และรถยนต์ ตามกระแสของอุตสาหกรรมยายยนตร์ ที่กำลังก่อกระแสที่ร้อนแรงในยุคเริ่มต้น แต่สายการผลิตจักรยาน
ก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

1905 กิจการของ Bianchi ได้เติบใหญ่และได้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารมาเป็นบริษัทผู้ผลิตยานพาหนะทั้งจักรยานและรถยนต์
อย่างเต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ Edoardo   Bianchi & Co มีคณะกรรมการบริหารทั้งหมด 7 คน
โดยมี Edoardo Bianchi เป็นประธานผู้บริหาร กิจการเได้ขยายและเติบโตไปได้ด้วยดี

1914 ประเทศอิตาลีได้เข้สู่มหาสงครามโลกครั้งที่ 1 Bianchi ได้รับการว่าจ้างจากทางกองทัพให้ผลิตจักรยานสำหรับทหารราบ 
กว่า 30,000 คันเพื่อใช้ในการรบ และไม่นับรวมถึงยานยนต์อื่นๆอีกด้วยและได้ออกแบบจักรยานชื่อว่า Bersagliera 
สำหรับทหารที่มีโช๊คหลังกันสะเทือนและสามารถพับเก็บนำติดตัวไปด้วยได้ และยังสามารถบรรทุกยุทโธปกรณ์ในการรบได้อีกด้วย 
นับเป็นจักรยานพับและจักรยานฟูลซัสรุ่นแรกของโลก  ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1

1915 Bianchi ได้เริ่มต้นหันมาทำจักรยานสำหรับแข่งขันอย่างเต็มตัว โดยผลิตจักรยานรุ่น M ออกมาให้นักแข่งชุดแรก
ของทีม Bianchi คือ Costante  Girardengo และ Tano Belloni 
โดยมี Erminio Cavedini เป็นผู้จัดการทีม ลงแข่งในรายการ Milano – Sanremo  
และได้รับชัยชนะ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงทวีปยุโรปก็ต้องประสบกับภาวะเศรฐกิจถดถอยอย่างรุ่นแรง  
ทำให้โรงงานต้องประสบการชะงักงันในการผลิต แต่ Bianchi ก็สามารถประคับประคองกิจการของเขาให้ผ่านพ้นมาได้

1935 Edoardo Bianchi ได้นำเอาระบบเการเปลี่ยนเกียร์ของจักรยานแบบใช้ก้านโยกที่ประดิษฐ์คิดค้นโดย 
Tulio Campagnolo มาใช้เป็นคนแรกและระบบเกียร์นี้ได้เป็นต้นแบบของเกียร์จักรยานเสือหมอบยุคใหม่ที่เรารู้จักกันดี
ในชื่อ Campagnolo และช่วยให้ Giuseppe Olmo นักแข่งชื่อดังสามารถทำลายสถิติเก่า
และสร้างสถิติใหม่ของระยะทางในการปั่นในเวลา 1 ชั่วโมงได้เป็นผลสำเร็จได้ในปีนี้อีกด้วย 

1939 ทีมแข่งของ Bianchi ที่ประกอบด้วย Lunardon, Bini Gosi, Olmo, Bailo, 
Romanatti, Marabelli และ Bergamaschi ได้คว้าชัยชนะในหลายรายการในอิตาลี1940 
เป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของ Bianchi ที่ได้  Fausto Coppi มาร่วมทีมแข่งของ Bianchi 
ที่เขาสร้างชื่อเสียงด้วยชัยชนะในรายการแข่งครั้งสำคัญด้วยการเป็นแชมป์ของรายการแข่ง Giro d’Italia 
ได้เป็นครั้งแรก และตอกย้ำด้วยการเป็นแชมป์ของรายการนี้ในปี 1942 อีกครั้ง  แต่อุปสรรคที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเมื่อประเทศอิตาลี
ต้องเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเหตุให้โรงงานของ Bianchi ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร 
โรงงานที่ใช้ในการผลิตจักรยานเสียหายโดยสิ้นเชิง

1946 โรงงานของ Bianchi ได้กลับคืนฟื้นขึ้นมาใหม่หลังมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 
แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ Edoardo Bianchi ได้เสียชิวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปีนี้เช่นกัน 
กิจการของเขาก็ได้รับการดูแลและสืบทอดต่อมาโดยสมาชิกในครอบครัว

1949 ทีมแข่ง Bianchi ทีนำโดย Fausto Coppi ได้สร้างประวัติหน้าใหม่ให้กับโลกจักรยาน
ด้วยการเป็นนักแข่งคนแรกของโลก ที่ได้ครองแชมป์ในรายการแข่ง Tour de France 
และ Giro d’Italia ได้ในปีเดียวกัน และพวงด้วยการเป็นแชมป์ในรายการ World Championships อีกด้วย

1952 Fausto Coppi ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ให้ Bianchi อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ทั้ง Tour de France 
และ Giro d’Italia ได้ในปีเดียวกันเป็นครั้งที่สอง

1953 Coppi อีกสองรายการในปีนี้คือ แชมป์ Giro d’Italia และ แชมป์ในรายการ World Championships

1955 ทีม Bianchi ที่ประกอบด้วย Coppi, Gismondi, Gagero, Favero, Carrea 
และ Fillippi ได้รับการยกย่องให้เป็นทีมแข่งที่ดีที่สุดในเวลานั้น

1965 โลกได้รู้จักกับ Felicia Gimondi แห่งทีม Bianchi ที่สามารถครองแชมป์ Tour de France ได้ในปีนี้

1967 Felicia Gimondi ก็คว้าแชมป์ใน Giro d’Italia ได้เป็นผลสำเร็จ 1973 
Felicia Gimondi เป็นแชมป์อีกครั้งในรายการ World Championship

1980 มีการควบรวมกิจการของ Bianchi เข้ากับบริษัทจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของอิตาลี  Piaggio Group 
หลังจากที่ Bianchi ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในยุโรปก็เริ่มขยับขยายมาตั้งสาขาในประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นครั้งแรกในปี 1981  1982 Bianchi เปิดสายการผลิตจักรยาน BMX ออกจำหน่ายในยุโรปเป็นครั้งแรก

1984 เริ่มสายการผลิตจักรยานเสือภูเขาออกจำหน่ายในอเมริกาและยุโรปเป็นครั้งแรก 

1985 Bianchi ได้ผลิตรถที่ชื่อว่า Centenario เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี
ของ Edoardo Bianchi เป็นรถที่นักสะสมต้องหามาประดับบารมีไว้อีกคันซึ่งรถทั้งคันใช้สีพิเศษ
Black nickel-plate ผลิดออกมาในจำนวนจำกัดเป็น Limited Edition 

1986 ทีม Bianchi โดย Moreno Argentin คว้าแชมป์ในรายการ World Championships 1987 
Bianchi ได้เข้าซื้อกิจการของ Puch ซึ่งเป็นผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ของประเทศออสเตรีย

1991 นักแข่งเสือภูเขา Bruno Zanchi ใช้รถ Bianchi คว้าแชมป์ในรายการ MTB World Championships 
ในประเภทดาวร์ฮิลได้เป็นครั้งแรก

1992 Gianni Bugno ของทีม Bianchi ก็ได้แชมป์ในรายการ World Championships ได้อีกครั้ง

1993 นักแข่งเสือภูเขา Dario Acquaroli สามารถกำชัยชนะให้ทีม Bianchi 
ด้วยการเป็นแชมป์ในรายการ MTB World Championships ประเภทครอสคันทรีได้เป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน

1995 Bianchi ได้สร้างมิติใหม่ให้กับนักจักรยานโดยออกรถต้นแบบ City Project สำหรับใช้ในเมืองที่ชื่อว่า Spillo

1997 Bianchi ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ของยุโรป Cycle Europe A.B. Group 
ที่มี Mr. Salvatore Grimaldi เป็นเจ้าของ

1998 อีกครั้งที่โลกจักรยานต้องจารึกไว้เมื่อ Marco Pantani สามารถคว้า 2 แชมป์ได้ในปีเดียวกันทั้งในราย
Tour de France และ Giro d’Italia และนักแข่งอีกคนของทีม Stefano Grazelli คว้าแชมป์ในรายการ
Tour of Switzerland และทีมเสือภูเขาของ Bianchi ที่มี Marco Velo ชนะในรายการ Italian Time Trial 
พร้อมๆกับที่มเสือภูเขา Bianchi – Martini สามาถค้าแชมป์ในสนามย่อยๆมาได้อีกหลายสนาม

2000 ปีทองของทีมเสือภูเขา Bianchi – Motorex เมื่อ Jose Hermida คว้า 3 แชมป์มาครองในปีเดียวกัน
ในรายการ World Cup, World Championship และ European Championships 
ในปีนี้นี่เอง Bianchi ได้มอบหมายให้ Felicia Gimondi อดีตแชมป์โลกจักรยานมาทำทีมแข่งจักรยานเสือภูเขา
และเขาได้รับเด็กหนุ่มชาวฝรั่งเศษที่ชื่อ Julien Absalon เข้าร่วมทีม

2001 ทีมเสือแข่งเสือภูเขาของ Bianchi สามารถคว้าแชมป์ในรายการ European Championships 
โดย Jose Hermida และ  Julien Absalon ได้แชมป์ในรุ่น U23 ของรายการ MTB World Cup 
และรายการ  France Cup  2002 ทีม Bianchi – Coast union โดย  Alex Zulle 
ได้แชมป์จากรายการแข่ง Tour of Switzerland

2003 Jan Ullrich ได้ตำแหน่งที่ 2 ในรายการ Tour de France แต่เขาได้สร้างประวัติศาสตร์ของสปริต
ของความเป็นนักกีฬาให้เป็นแบบอย่างด้วยการให้โอกาสคู่แข่งที่กำลังขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นแชมเปี้ยน 
เขาหยุดรอ Lance Armstrong ที่ประสบอุบัติเหตุให้กลับเข้ามาแข่งขันกับเขาได้ใหม่ทั้งๆที่เขาสามารถออกนำไป
เข้าเส้นชัยได้อย่างง่ายดาย

2004  Bianchi ฉลองอายุครบรอบ 120 ปี นับเป็นผู้ผลิตจักรยานรายเดียวของโลกที่เก่าแก่ที่สุด
และยังเปิดดำเนินการอยู่ ในปีนี้Julian Absalon ควบ Bianchi กำชัยชนะในสองรายการใหญ่ 
คือ แชมป์เหรีญนทอง MTB Cross Country จากกีฬาโอลิมปิคที่กรุงเอเธนท์ประเทศกรีซ และ 
แชมป์ในรายการ World Championship ทีประเทศฝรั่งเศษ และ Thomas Dietsch 
ได้แชมป์จากรายการจักรยานMarathon European Championship ที่ประเทศโปแลด์   
อีกชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของทีม Bianchi - Alessio ในปีนี้ก็คือ เมื่อ MagnusBackstedt 
ได้แชมป์ในรายการ Paris-Roubaix และ Cristian Cominelli 
จากทีม Bianchi – Agos ได้แชมป์ในรายการ Cycle – Cross Italian Championship 

2005 โลกได้รู้จักกับแชมป์โลก UCI  Pro Tour ของปีนี้ Danilo Di Luca แห่งทีม Liquigas – Bianchi 
เขาชนะสองสเตจใน Giro d’Italia และได้แชมป์จากรายการ Amstel Gold race 
และ La Flence Wallonne และ Bianchi ได้เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับทีม Liquigas จนถึงปี 2007

2008 จนถึงปี 2010 Bianchi ได้ทุ่มเทเงินทุนและงานวิจัยให้กับรถรุ่นใหม่ๆ และนำไปทดลองใช้ทีมแข่ง Bianchi – Barlowortld 
และทีม Bianchi – Flaminia และปี 2011 Bianchi ได้ส่ง Oltre รถแข่งสายพันธุ์ใหม่ที่ใช้เวลาในการพัฒนา
และวิจัยมากว่า 3 ปีเต็ม ให้กับทีม Andoni ลงประเดิมคว้าชัยในสนามแรกของปี Tour de Langawi และส่งให้ Rujano 
แห่งทีม Andoni ชนะในสองสเตจใน Giro d’Italia จากความสำเร็จในครั้งนี้

2012 Bianchi Oltre ได้รับเลือกให้เป็นรถประจำทีม Vacansolie สำหรับการแข่งใน  UCI Pro Tour ของปี 2012  
และ 2013 และทีม Andoni Giocattoli ใช้เป็นรถประจำทีมสำหรับปี 2012 อีกด้วย และล่าสุด Oltre 
จะเป็นรถสำหรับทีมแข่งใหม่ล่าสุดที่ได้ประเทศ Columbia เป็นสปอน์เซอร์อีกด้วย ทีมเสือภูเขาของ Bianchi ที่ใช้รถ Methanol 
สามารถคว้าแชมป์ในรายการสำคัญๆได้หลายรายการ



2013 Bianchi ออกแบบรถรุ่นใหม่โดยใช้เทคโนโลยี่ Counterveil ด้วยเทคโนโลยี่ใหม่ทางวัสดุศาสตร์ที่พัฒนา
วิจัยโดยองการ NASA นำมาใช้ในรถรุ่น Infinito CV ตัวใหม่ล่าสุด พร้อมๆกับพัฒนารถรุ่น Oltre XR2 
ขึ้นมาสำหรับทีม Vacansoli อีกด้วยและในปีนี้

2014 Bianchi Oltre XR 2 ได้เป็นรถประจำทีม Belkin และ Lars Boom นักแข่งจากทีม Belkin 
ใชัรถ Infinito CV คว้าแชมป์ในสเตจสุดโหดในรายการ Tour de France

2015 ได้สำเร็จ 2015 เป็นปีที่ Bianchi ก่อตั้งมาครบรอบ 130 ปี และทีมแข่งในรายการ pro Tour ของปีนี้เป็นทีมใหม่ Lotto Jumbo 
ของประเทศเนเธอแลนด์

Bianchi กับสถิติจำนวนครั้งของชัยชนะการครองแชมป์ในรายการระดับโลก ที่ผ่านมาตลอด 130 ปี
 
Road Champion (แชมป์รายการแข่งขันรถถนน)
- 12 Giro d’Italia
- 3 Tour de France
- 19 Milano-Sanremo
- 16 Giro di Lombardia- 7 Parigi-Rubaix
- 4 Liegi-Bastogne-Liegi
- 5 Flèche Wallonne
- 4 Amstel Gold Race
- 4 Grand Prix
- 2 Vuelta de España
- 2 Tour of Switzerland
- 2 Tour of Germany
- 4 Road World Championship
- 6 Track World Championships, speed and pursuit
- 2 Vuelta Pais Vasco
- 1 UCI Pro Tour
- 2 Gand Wevelgem
 
MTB Champion (แชมป์รายการแข่งขันรถเสือภูเขา)
- 1 Olympic Games Athens 2004 Gold Medal
- 10 World championship
- 9 European championship
- 3 World championship XCO
- 2 World championship XCM
- 26 Italian championship
- 14 National championship
- 209 First placements
Ref. www.bianchi.com

ที่มาข้อมูล : FB: bianchi-club-thailand

ผู้เข้าชม : 2,177 ครั้ง

ประกาศวันที่ : 11 กันยายน 2558